นโยบายที่แตกต่างกับการทำงานร่วมกัน
เราคงได้ยินข่าวเรื่องการหยุดดำเนินกิจการของ JD Central ในประเทศไทยกันแล้ว ซึ่งการประกาศครั้งนี้เป็นการหยุดดำเนินกิจการทั้งในประเทศไทยและอินโดนีเซียพร้อม ๆ กัน ซึ่งหลาย ๆ ส่วนมักคิดว่าสาเหตุหลักมาจากการขาดทุน 6พันล้านในปีที่ผ่านมา และขาดทุนสะสมร่วม 20,000 ล้านบาท แต่ในความเป็นจริงแล้วข่าวเรื่องนี้ได้ลือกันมานานเกือบปีแล้ว
หลังจากที่ Central เริ่มยุติบทบาทจากเดิมที่ลงทุนในสัดส่วนที่เท่ากันในปี 2560 แต่เมื่อกลางปี 2565 ที่ผ่านมาก็ลดลงเหลือเพียงราวร้อยละ 40 เท่านั้นเอง ซึ่งนั่นอาจจะเกิดจากแนวทางการดำเนินงานที่แตกต่างกันของสองบริษัทที่ JD เป็นบริษัท Startup ที่มีนโยบายการ “เผาเงิน” เพื่อสร้างสัดส่วนในตลาดให้ได้สูงกว่าคู่แข่งเพื่อที่จะสร้างกำไรในระยะยาว แต่แตกต่างจาก Central ที่มีเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงอยู่แล้ว และไม่คุ้นชินกับแนวทางการดำเนินการแบบนี้ อีกทั้งคำสั่งซื้อที่กำลังลดลงของระบบ e-Commerce หลังช่วง COVID-19 ที่กำลังผ่านไป
จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ได้เกินกว่าที่คาดเลย เนื่องจาก JD Central ได้ลงทุนในประเทศไทยมานานแล้ว แต่กลับห่างไกลจากอันดับ 1 และ อันดับ 2 เป็นอย่างมาก และก็ยังไม่มีทีท่าจะใกล้เคียงความเป็นจริงเลย จึงอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจต้องหยุดดำเนินกิจการ
ทั้งนี้ Lazada เผยว่าในปี 2565 ประเทศไทยมีมูลค่าของตลาด e-Commerce ราว 818,000 ล้านบาท และคาดการณ์ในปี 2570 ว่าจะเติบโตเป็น 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าการเติบโตของตลาด e-Commerce ในประเทศไทยจะเติบโตอีก 100% ในเพียงระยะเวลา 5 ปี และถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตลาด e-Commerce กว่า 90% จะถูกครอบครองโดยแฟลตฟอร์มต่างชาติทั้งหมด…..เพิ่มเติมตลาดค้าปลีไทยปี 2565 มีมูลค่า 3.45 ล้านล้านบาท

















