"เล่าสั้น ๆ เรื่องสถานการณ์ของสถาบันการเงินของสหรัฐฯ"
ช่วงสัปดาห์ที่แล้วจวบจนวันนี้ คงไม่มีข่าวไหนที่ดึงความสนใจของคนทั่วโลกได้ไปกว่าเรื่องการปิดตัวเอง และถูกสั่งปิดของสถาบันการเงินสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเหตุลามไปจนถึงยุโรป วันนี้ The Solution Seeker จึงอยากเล่าแบบรวบรัดให้ฟังเฉพาะเหตุการณ์สำคัญดังนี้
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา Silicon Valley Bank ล้มละลาย และกลายเป็นเรื่องที่ทั่วทั้งโลกพูดถึงเนื่องจาก SVB เป็นหนึ่งในธนาคารใหญ่ของสหรัฐอเมริกาซึ่งมีทรัพย์สินรวมในปี 2022 กว่า $211.793 billion หรือราว 7.4 ล้านล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นการล้มละลายที่ใหญ่เป็นอันดับสองโดยอันดับหนึ่งคือ Washington Mutual ที่ล้มละลายในช่วง Hamburger Crisis โดยสาเหตุหลักที่ SVB ล้มละลายในครั้งนี้คือการนำเงินฝากส่วนใหญ่จากลูกค้าไปลงทุนในหลักทรัพย์อย่างเช่น US Bond ซึ่งเดิมทีอัตราดอกเบี้ยอยู่ราวร้อยละ 2 แต่นับตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา FED ได้เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อป้องกันปัญหาเงินเฟ้อที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ โดยปัจจุบันประกาศอยู่ที่ร้อยละ 4.75 (และล่าสุด US Consumer Price Index ประกาศที่ร้อยละ 6 ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าสัปดาห์หน้า FED จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก) ซึ่งสิ่งนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ Bond ที่ SVB ลงทุนอยู่เริ่มมีมูลค่าลดลงเนื่องจากมูลค่าของ Bond จะแปรผันลดลงตามอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
ด้วยเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีเจ้าของเงินฝากจำนวนมากไปขอถอนเงินที่ธนาคารจากคำแนะนำของบริษัทหลายแห่งจนเกิดเหตุการณ์ Bank-run จึงเป็นเหตุให้ SVB ตัดสินใจขาย Bond ที่มีอยู่ในราคา $21.45 billion จากมูลค่า $23.97 billion จึงเป็นเหตุให้ขาดทุน $1.8 billion หรือ 63,000 ล้านบาท จึงทำให้ราคาหุ้นของ SVB ร่วงลง แล้วในวันที่ 10 มีนาคม หน่วยงานรักษาเสถียรภาพสถาบันการเงินสหรัฐฯ (Federal Deposit Insurance Corporation – FDIC) ได้ประกาศปิด SVB โดยมีมาตรการคุ้มครองเงินฝากที่ $250,000 แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลไม่สามารถทนแรงกดดันได้ จึงต้องประกาศคุ้มครองเงินฝากทุกบัญชีในภายหลัง
หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมายว่าธนาคารแห่งไหนจะเป็นรายต่อไป เจ้าของเงินฝากจำนวนมากได้ย้ายเงินจากธนาคารขนาดเล็กไปอยู่ธนาคารใหญ่ จึงส่งผลต่อเสถียรภาพของธนาคารขนาดเล็กหลายธนาคารโดยล่าสุด Signature Bank ได้ถูกสั่งปิดเมื่อวันที่ 12 มีนาคม เป็นรายที่ 2 และเป็นธนาคารที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ที่ล้มละลายในประวัติศาสตร์สหรัฐ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ได้ส่งผลไปทั่วโลกโดยล่าสุด Credit Suisse ที่ในปี 2021-2022 รายงานผลประกอบการขาดทุนไปกว่า 7,306 ล้านฟรังสวิส และ 1,626 ล้านฟรังสวิสตามลำดับ ราคาหุ้นได้ตกลงไปกว่าร้อยละ 76 ในรอบปีที่ผ่านมาหลังจากที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดอย่าง Saudi National Bank ปฏิเสธการเพิ่มทุนด้วยติดขัดในข้อกฎหมาย โดยธนาคารแห่งชาติสวิสกำลังให้เงินกู้จำนวน 50,000 ล้านฟรังสวิสเข้าช่วยเหลือ
ทั้งหมดนี้คงเห็นได้ว่าโลกการเงินกำลังโดนกระทบจากธนาคารต่าง ๆ ในสหรัฐซึ่งได้รับผลกระทบต่อมาจากการปรับอัตราดอกเบี้ยของ FED ดังนั้นเราคงไม่สามารถมั่นใจได้นัก จึงต้องหมั่นติดตาม และวิเคราะห์สถานการณ์อย่างสม่ำเสมอ
The Solution Seeker พร้อมอยู่เคียงข้างท่าน และพร้อมให้คำตอบแก่ทุกองค์กรที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพที่มีความรู้ เครื่องมือ และประสบการณ์จริงเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาและเตรียมความพร้อมให้แก่องค์กรของท่านทั้งด้านการจัดอบรม และการให้คำปรึกษา เพื่อให้องค์กรของท่านสามารถไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าท่านสนใจสามารถขอรับรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่
#businessstrategy #การขาย #การตลาด #DigitalMarketing #การจัดการ #การเงิน #การบัญชี #การวางแผนกลยุทธ์ #การวางแผนธุรกิจ #ทรัพยากรมนุษย์ #การพัฒนาธุรกิจครอบครัว #การพัฒนาระบบและขยายโครงสร้างองค์กร #การบริหาร #RetailsWholesalesModernTradeFranhise #การพัฒนาองค์กรและวัฒนธรรม #การพัฒนาบุคลากร #การเชื่อมโยงธุรกิจ #การสร้างตราสินค้า #การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ #การผลิต #ระบบมาตรฐานคุณภาพ #การเพิ่มประสิทธิภาพ #การลดต้นทุน #LeanManufacturingAutomation #การพัฒนาอาหาร #การจัดการการเกษตร #ปศุสัตว์และสัตว์น้ำ #การแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร #การศึกษา
———————————-
ติดตามข่าวสารได้ที่
Website – charlescons.com
Blockdit – blockdit.com/thesolutionseeker
Facebook – facebook.com/thesolutionseeker











